G6PD โรคแพ้ถั่วปากอ้า คืออะไร?


G6PD1

โรคนี้เมื่อเอ่ยถึง หลายๆคนคงเคยได้ยินแต่ไม่เข้าใจ แพ้ถั่วปากอ้าจริงหรือ? แพ้ยังไง? ทำไมถึงแพ้?แน่นอนโรคนี้ไม่ใช้โรคใหม่เลย แต่ก็มีคนอีกมากมายที่ยังไม่รู้จัก วันนี้เรามีคำตอบค่ะ

G6PD คืออะไร? G6PD เป็นเอ็นไซม์ที่มีอยู่ในเซลล์ทั่วไปของร่างกาย รวมทั้งเม็ดเลือดแดง ถ้าร่างกายขาดเอนไซม์ชนิดนี้ เมื่อถูกกระตุ้นด้วยของแสลง โดยเฉพาะการทานยาบางชนิด หรือทานถั่วปากอ้า จะทำให้เม็ดเลือดแดงแตกตัวง่ายค่ะ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อโรคอีกอย่างหนึ่งว่า โรคแพ้ถั่วปากอ้านั่นเองค่ะ (Favism) G6PD Deficiency มีการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ผ่านทางโครโมโซมเอกซ์ (X-linked recessive fashion) ทำให้มีผลกระทบต่อเพศชายมากกว่าเพศหญิง การวินิจฉัยโรคนี้ใช้การตรวจสอบทางพันธุกรรม สิ่งสำคัญคือ ถ้าคุณมีภาวะนี้ เมื่อไม่สบายคุณจะต้องบอกแพทย์ พยาบาล หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องในทีมสุขภาพ เพื่อจะได้ระมัดระวังในการใช้ยารักษา

อาการของผู้ป่วยโรค G6PD ที่ได้รับยาที่แสลง หรือรับประทานถั่วปากอ้าเข้าไป

– มีไข้สูง หนาวสั่น ซีดเหลือง อ่อนเพลียมาก ปัสสาวะสีดำคล้ายน้ำปลาหรือโคล่า อาการมักจะเกิดขึ้นทันทีหลังเป็นโรคติดเชื้อ หรือหลังได้รับยาที่แสลง หรือหลังจากที่กินถั่วปากอ้า มีอาการเป็น ๆ หาย ๆ ได้บ่อย

– สำหรับทารกแรกเกิดจะมีอาการ ตัวเหลือง ตาเหลือง หลังคลอดเพียงไม่กี่วันได้ ซึ่งอาจมีอาการเหลืองจัด หรือเหลืองนานกว่าปกติ หรือมีภาวะซีดร่วมด้วย

kk

สิ่งที่ผู้ที่เป็นโรค G6PD ควรหลีกเลี่ยงสำหรับ

– ไวน์แดง
– พืชตระกูลถั่ว
– บลูเบอร์รี
– โยเกิร์ตที่มีส่วนประกอบของถั่วปากอ้า ไวน์แดง พืชตระกูลถั่ว บลูเบอร์รี
– ถั่วเหลือง
– โทนิค (tonic)
– โซดาขิง
– การบูร
– น้ำมันหอมระเหยต่างๆ

คำแนะนำสำหรับผู้ที่เป็นโรค G6PD

– แจ้งแพทย์ทุกครั้งว่ามีภาวะพร่อง G6PD พร้อมกับแสดงบัตรประจำตัว (Identification Card) ที่โรงพยาบาลออกให้ ภายในบัตรจะระบุชื่อยาและสารเคมีที่ต้องหลีกเลี่ยงไว้

– ไม่ควรซื้อยาเอง โดยไม่ปรึกษาแพทย์

– หลีกเลี่ยงการรับประทานถั่วปากอ้า เพราะในถั่วปากอ้ามี Vicine ทำให้สารอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เม็ดเลือดแดงอาจแตกได้ง่าย

– เมื่อมีอาการซีด เหลือง หรือปัสสาวะเป็นสีโคล่า ต้องรีบปรึกษาแพทย์

– โรคนี้จะเป็นติดตัวไปตลอดชีวิตโดยไม่เกิดอันตรายร้ายแรงถ้ารู้จักระวังรักษาตัว โดยหลีกเลี่ยงยาหรือสารที่แสลง ถ้าเกิดมีภาวะเม็ดเลือดแดงแตกเนื่องจากภาวะการติดเชื้อผู้ป่วยต้องดื่มน้ำมาก ๆ แล้วรีบไปพบแพทย์

– โรคนี้แยกออกจากธาลัสซีเมีย โดยธาลัสซีเมียมักจะมีอาการซีดเหลือง ตับม้ามโตมาตั้งแต่เกิด

– ผู้ที่เป็นโรคนี้ไม่สามารถบริจาคเลือดได้

รายชื่อยาที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับผู้ที่พร่องเอนไซน์ G6PD
1.ยารักษามาเลเรีย ได้แก่ PRIMAQUINE,PAMAQUINE,PENTAQUINE,QUINAQUINEและQUININE
2.ยาลดไข้แก้ปวด ได้แก่ ACETANILID,ASPIRIN,PHENACETIN,PYRAMIDONE
3.ยาจำพวกซัลฟา ได้แก่ SULFANILAMIDE,SULFAPYRIDINE,SULFACETAMIDE, SULFISOXAZOLE,SULFANETHOXYPYRIDAZINE
4.ยาบางอย่างเช่น FURAZOLIDONE,NITROFURANTOIN,CHLORAMPHENICOL, PARAMINOSALICYLIC,NAPIHALINE(ลูกเหม็นที่ใช้ไล่แมลง),VITAMIN K, TRINITROTOLUENE,METHYLENE BLUE, DIMEREAPROL,PHENYLHYDRAZINE,QUINIDINE

โรคนี้ไม่ได้รายแรงอะไร เพียงแต่ว่าผู้ปกครองหรือผู้ป่วย ต้องเข้มงวดเรื่องอาหารบางชนิด และยาบางประเภท เท่านั้นเองค่ะ ส่วนการใช้ชีวิตประจำวันนั้นเหมือนคนปกติทั่วไป